พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสนตร์สังคม
ดร. บี อาร์ อัมเบดการ์ อธิบายให้เห็นว่าศาสนามีความจำเป็นต่อสังคมอย่างไร ดังนี้
๑. สังคมจะต้องมีระเบียบเป็นกฎเกณฑ์ หรือกฎหมาย หรือศีลธรรม เพื่อให้สมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก หากปราศจากกฎหมายหรือศีลธรรมเสียแล้ว สังคมก็จะต้องแตกและทำลายกัน ในสังคมทุกสังคมกฎหมายมีบทบาทเพียงเล็กน้อยในการป้องกันไม่ให้คนประพฤติชั่ว และล่วงละเมิดระเบียบของสังคม แต่การไม่กระทำผิดกฎหมายยังหาเพียงพอไม่ เพราะกฎหมายไม่ได้แทรกเข้าไปในบัญญัติในส่วนปลีกย่อยทุกกรณีไป สังคมจะผาสุกสมบูรณ์ได้ต้องอาศัยศีลธรรมเป็นหลัก เหตุนี้ศาสนาจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงอยู่และการเจริญพัฒนาของสังคม
๒. ศาสนาดังกล่าวในข้อหนึ่งนั้น ต้องเป็นศาสนาที่ไม่ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์อีกด้วย ศาสนาใดไปขัดกับหลักทางวิทยาศาสตร์เข้า ศาสนานั้นจะขาดผู้เคารพนับถือ จะล้าสมัยขาดอำนาจครองใจคน มีแต่จะเสื่อมศรัทธาและเสื่อมสูญไปในที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่งศาสนาจะดำรงอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชน ต้องเป็นศาสนาที่ประกอบไปด้วยหลักและเหตุผล
๓. ศาสนาในฐานะเป็นหลักศีลธรรม ต้องประกอบด้วยหลักอีกประการหนึ่ง คือ เป็นหลักศีลธรรมอย่างเดียวเท่านั้น หาเป็นการเพียงพอไม่ ศาสนาจะต้องเป็นมูลฐานแห่งเสรีภาพ ความเสมอภาคภราดรภาพด้วย ถ้าศาสนาใดไม่ยอมรับนับถือหลักมูลฐานแห่งชีวิตสังคม ๓ ประการ ดังกล่าวนี้ ศาสนานั้นจะเจริญรุ่งเรืองต่อไปไม่ได้
๔. ศาสนา ต้องไม่ส่งเสริมความยากจน การสละความมั่งคั่ง โดยคนมั่งมีนั้น อาจเป็นสิ่งควรสรรเสริญหรือสนับสนุน แต่การส่งเสริมความยากจนนั้นเป็นสิ่งตรงกันข้าม หาควรสรรเสริญหรือสนับสนุนไม่ การยกย่องความยากจนว่า เป็นความดี เป็นการดึงศาสนาไปในทางผิด เท่ากับเป็นการส่งเสริมความชั่วหรือทำให้โลกกลายเป็นนรกบนพื้นดินไป เราไม่ควรไปแสวงหาศาสนาอันจะพึงมาในอนาคต ต้องพิจารณาจากศาสนาที่มีอยู่แล้วในโลกปัจจุบัน จริงอยู่บางศาสนาอาจเข้าได้บางข้อหรือบางหลัก แต่ไม่ครบทั้งหมด มีอยู่ศาสนาหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติครบทุกประการ ศาสนานั้นก็คือ “พระพุทธศาสนา”
สังคมประกอบขึ้นจากคนแต่ละ คน หากปัจเจกชนมีฐานะมั่งคั่ง คือได้รับการศึกษามีอาชีพเป็นหลักฐาน มีหลักทรัพย์ สังคมอันประกอบขึ้นจากคนที่มีฐานะเช่นนี้ก็เป็นสังคมที่มั่งคั่ง พระพุทธเจ้าตรัสสอนปัจเจกชนให้ตั้งเนื้อตั้งตัวด้วยคุณธรรม ชื่อว่า ทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์ ๔ อย่าง คือ
๑. อุฏฐานสัมปทา มีความขยันขันแข็ง
๒. อารักขสัมปทา รู้จักรักษาทรัพย์หรือการงานไม่ให้เสื่อม
๓. กัลยาณมิตตตา รู้จักเลือกคบแต่เพื่อนที่เป็นคนดี
๔. สมชีวิตา รู้จักใช้ทรัพย์โดยเหมาะสมแก่อัตภาพ
ให้ปัจเจกชนเว้นอบายมุข ๖ อย่าง อันเป็นความเสื่อมและความฉิบหายของทรัพย์ ชื่อเสียงเกียรติยศ คือ
๑. เว้นจากการดื่มน้ำเมา
๒. เว้นจากติดเที่ยวกลางคืน
๓. เว้นจากการติดเที่ยวดูการละเล่น
๔. เว้นจากการติดเล่นการพนัน
๕. เว้นจากการคบคนชั่วเป็นมิตร
๖. เว้นจากการเกียจคร้านทำการงาน
ให้ปัจเจกชนแสวงหาความสุขในทางโลก คือ แสวงหา
๑. สุขเกิดแต่การมีทรัพย์
๒. สุขเกิดแต่การใช้ทรัพย์มาบำรุงความสุขตามต้องการ
๓. สุขเกิดแต่การไม่เป็นหนี้
๔. สุขเกิดแต่การประกอบอาชีพสุจริต
ใน การใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ พระพุทธเจ้าสอนให้แบ่งทรัพย์ออกเป็น ๕ ส่วน เหมือนการจัดงบประมาณของรัฐบาล แต่ละส่วนนั้นใช้ดังนี้
๑. เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงบิดามารดา เลี้ยงบุตรภรรยา และเลี้ยงบ่าวไพร่ให้เป็นสุข
๒. เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข
๓. บำบัดอันตรายอันเกิดแต่เหตุต่าง ๆ (แก้ปัญหา)
๔. ทำพลีกรรม ๕ อย่าง คือ
๑) สงเคราะห์ญาติ
๒) ต้อนรับแขก
๓) ทำบุญอุทิศให้คนตาย
๔) เสียภาษีอากร
๕) ทำบุญอุทิศให้เทวดา
๕. บริจาคทานให้สมณชีพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบ
ฆราวาสธรรม ๔ อย่าง คือ
๑. สัจจะ มีความซื่อสัตย์ต่อกัน
๒. ทมะ รู้จักข่มใจ
๓. ขันติ มีความอดทน
๔. จาคะ รู้จักเสียสละ
ในสังคมซึ่งเป็นสถาบันเพื่อนบ้านขยายกว้างออกไป พระพุทธเจ้าตรัสสอนหน้าที่อันบุคคลจะพึงปฏิบัติต่อกันไว้ในสิงคาลสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ยกตัวอย่าง เช่น
นายหรือผู้บังคับบัญชา ควรปฏิบัติต่อบ่าวหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ๕ อย่าง คือ
๑. ด้วยการจัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง
๒. ด้วยให้อาหารและรางวัล
๓. ด้วยรักษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้
๔. ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน
๕. ด้วยปล่อยในสมัย
บ่าวหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ควรปฏิบัติต่อนาย ๕ อย่าง คือ
๑. ลุกขึ้นทำงานก่อนนาย
๒. เลิกการงานทีหลังนาย
๓. ถือเอาแต่ของที่นายให้
๔. ทำการงานให้ดีขึ้น
๕. นำคุณของนายไปสรรเสริญในที่นั้น ๆ
ในสังคมอันเป็นสถาบันหมู่ชน พระพุทธเจ้าสอนหลักธรรม ซึ่งเรียกว่า สังคหวัตถุ ธรรมเป็นเครื่องสงเคราะห์ผูกไมตรี ๔ อย่าง คือ
๑. ทาน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน
๒. ปิยวาจา กล่าววาจาอ่อนหวานสุภาพเรียบร้อย
๓. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์
๔. สมานัตตตา เป็นคนเสมอต้นเสมอปลายไม่ถือตัว
เกี่ยวกับระบบการปกครอง พระพุทธเจ้าได้ทรงวางอธิปไตยไว้ ๓ แบบ คือ
๑. อัตตาธิปไตย
๒. โลกาธิปไตย
๓. ธัมมาธิปไตย
อัตตา ธิปไตย คือ บุคคลคนเดียวคุมอำนาจในการปกครองการเมือง หรือการเศรษฐกิจไว้ในมือผู้เดียว ลัทธิทางการเมือง และเศรษฐกิจที่มีลักษณะเช่นนี้ คือ ลัทธิเผด็จการ
โลกาธิปไตย คือ ถือเอาโลกเป็นรัฐ สังคมเป็นใหญ่ คำนึงถึงเสรีภาพของบุคคลแต่ละคน ลัทธิทางการเมืองแบบนี้ เช่น ลัทธิคอมมิวนิสต์ หรือกลุ่มสังคมนิยม ซึ่งเป็นสายสุดโต่ง อีกด้านหนึ่งของอัตตาธิปไตย
ธัมมาธิปไตย คือ คำนึงถึงประโยชน์ เสรีภาพของปัจเจกชนด้วย ไม่ทำลายประโยชน์หรือเสรีภาพของส่วนรวมด้วย ตรงกับคำบาลีที่ว่า “อุภินฺนมตฺถํ จรติ อตฺตโน จ ปรสฺส จ บัณฑิตย่อมประพฤติซึ่งประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ ประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่น” ลัทธิทางการเมืองแบบนี้ เช่น ลัทธิเสรีประชาธิปไตย ของประเทศไทยเราขณะนี้
เกี่ยวกับธรรมสำหรับผู้เป็นนักปกครอง ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ทศพิธราชธรรม มี ๑๐ ประการ คือ
๑. ทาน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
๒. ศีล เคร่งครัดในกฎหมายระเบียบวินัย
๓. ปริจาคะ การเสียสละ
๔. อาชีวะ ความเที่ยงตรงซื่อสัตย์สุจริต
๕. มัทวะ ความสุภาพอ่อนโยน
๖. ตปะ มีความเพียรพยายามมั่นคง
๗. อโกธะ ไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์หรือเจ้าโทสะ
๘. อวิหิงสา ไม่เบียดเบียนประทุษร้าย
๙. ขันติ มีความอดทน
๑๐. อวิโรธนะ ไม่ละเมิดกฎหมาย การกระทำผิดระเบียบแบบแผน
สังคมวิทยา
สังคมวิทยาในฐานะเป็นวิทยาศาสตร์ทางสังคม มีรากฐานมาจากนักวิชาการ ๔ ท่าน คือ
๑. ออกัส ค้องท์ (Augus Konth) ชาวฝรั่งเศส
๒. เฮอร์เบอร์ท สเปนเซอร์ (Herbert Spenser) ชาวอังกฤษ
๓. เอมิลี่ เดอร์ไคล์ (Amily Derklai) ชาวฝรั่งเศส
๔. แม็ก เวเบอร์ (Mc Veber) ชาวเยอรมัน
ค้องท์ ได้แบ่งสังคมวิทยาออกเป็น ๒ สาขา ได้แก่ สังคมสถิต และสังคมพลวัต
สังคมพลวัต ในทัศนะของคองท์ เป็นการศึกษาสังคม สังคมพลวัตเน้นการศึกษาหนักไปในเรื่องราวต่าง ๆ ว่า
๑.สังคมทั้งสังคม เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?
๒.การวิวัฒนาการของสังคมได้เป็นไปหรือจะเป็นไปอย่างไร?
สำ หรับคองท์เองมีความเห็นว่า สังคมต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเป็นขั้น ๆ พุ่งหน้าไปทางดีจนกระทั่ง สู่สภาวะสมบูรณ์เต็มที่ (Repoetion) คือสู่สภาพแห่งความพร้อม อย่างเลอเลิศและสมบูรณ์ ทฤษฎีแห่งการวิวัฒนาการไปสู่สมบูรณภาพนี้ มีผู้ยอมรับน้อยมากในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะได้ตระหนักกันว่ามนุษย์มีความสามารถในขอบเขตจำกัด และโดยเฉพาะยังเป็นเครื่องถ่วงอยู่
เฮอร์เบอร์ ต สเปนเซอร์ ชาวอังกฤษเขียนหนังสือซึ่งเป็นหลักสังคมวิทยา หนังสือของเขาเป็นการวิเคราะห์ครั้งแรกทางสังคมวิทยาที่มีระเบียบแบบแผนและ ค่อนข้างสมบูรณ์ ขอบเขตของเขตสังคมวิทยาตามแนวความคิดของสเปนเซอร์ คือ การศึกษาเกี่ยวกับครอบครัว การเมือง ศาสนา การควบคุมทางสังคม อุตสาหกรรมหรืองานต่าง ๆ สมาคม, องค์การ, ชุมชนการแบ่งงาน การแบ่งขั้นทางสังคม สังคมวิทยาทางปัญญา และวิทยาศาสตร์ การศึกษา ศิลปะ สุนทรียศาสตร์ สเปนเซอร์สนใจศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของสังคมและอิทธิพลที่สถาบันต่าง ๆ มีต่อกันและต่อสังคม เช่น
๑.อิทธิพลของศาสนาต่อวิถีทางการเมือง
๒.ปทัสถาน หรือบรรทัดฐานทางเพศที่มีอิทธิพลต่อชีวิตครอบครัว
สเปน เซอร์ศึกษาสังคมทั้งสังคมด้วย สเปนเซอร์ถือว่า ส่วนต่าง ๆ ภายในสังคม มีการเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ดังนั้นจึงควรศึกษาสังคมทั้งสังคม โดยเฉพาะสังคมระบบต่าง ๆ และสังคมในระยะแห่งความเจริญต่าง ๆ สเปนเซอร์เห็นว่าควรสนใจทั้งโครงสร้างและหน้าที่ หรือประโยชน์ของสังคม และส่วนต่าง ๆ ของสังคมด้วย
เดอร์ไคม์ เขียนหนังสือชื่อ “กฎ หรือระเบียบเกี่ยวกับวิธีการทางสังคมวิทยา” มีข้อความเกี่ยวกับสาระของสังคมวิทยา เขานิยมให้แยกสังคมวิทยาออกเป็นแขนง ๆ เพื่อศึกษาเรื่องราวหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ แต่เขาเห็นว่าสังคมวิทยาต้องศึกษาสถาบัน และกระบวนการทางสังคมในแนวกว้าง ๆ โดยทั่วไปด้วย
เดอร์ไคม์ แบ่งสังคมวิทยาออกเป็นสังคมวิทยาทั่วไป สังคมวิทยาทางศาสนาและศีลธรรม รวมทั้งการจัดระเบียบการเมือง และสังคมการสมรส และครอบครัว สังคมวิทยา อาชญากรรม สังคมวิทยาทางเศรษฐกิจ รวมทั้งกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ประชากรศาสตร์ รวมทั้งชุมชนเมือง หรือ นคร และชุมชนชนบท สังคมวิทยาสุนทรียภาพ (เกี่ยวกับความงามความไพเราะ)
ในฐานะนักสังคม เดอร์ไคม์ เน้นการวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ คือ
๑.ความสัมพันธ์ของสถานบันต่าง ๆ (เช่นสถาบันครอบครัว สถานบันการศึกษา) ด้วยกันเอง
๒. ความสัมพันธ์ของสถาบันกับภาวะแวดล้อมอื่น ๆ (เช่น ครอบครัว กับสภาพที่เป็นชนบท หรือเป็นเมือง) เดอร์ไคม์ เห็นว่า สังคมทั้งสังคมเป็นหน่วยแห่งการวิจัยได้ เขาเห็นว่าสังคมวิทยา คือ ศาสตร์เกี่ยวกับสังคมต่าง ๆ เดอร์ไคม์ มีความสนใจในการศึกษาสังคมในรูปต่าง ๆ และสังคมวิทยาเปรียบเทียบด้วยศาสตร์ ซึ่งพยายามเข้าใจและตีความหมายของการกระทำทางสังคม โดยพยายามหาคำอธิบายว่า การกระทำทางสังคมนั้นมีเหตุผลต่อเนื่องกันอย่างไร ความหมายของการกระทำทางสังคม ก็คือ พฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์ที่ผู้กระทำสอดใส่ความหมายเข้าไป การกระทำทางสังคม จึงหมายถึงความสัมพันธ์ทางสังคมนานาชนิด เวเบอร์ สนใจหนักไปในการวิเคราะห์สถาบันต่าง ๆ รวมทั้งสถาบันศาสนา สถาบันเศรษฐกิจ เช่นเรื่องอุตสาหกรรม พรรคการเมือง อำนาจทางการเมือง การจัดองค์การต่าง ๆ ชนชั้นวรรณะ สภาพเมืองใหญ่ ๆ หรือความเป็นนครและการดนตรี
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
0 Response to "พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสนตร์สังคม"
Post a Comment