เศรษฐศาสตร์จุลภาค

vition........

ศาสนากับสังคมศาสตร์ในสังคมไทย PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ส. ศิวรักษ์

ท่านทั้งหลายย่อมทราบกันอยู่ดีว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กลายสภาพมาจากวิทยาลัยวิชาการศึกษา โดยที่ถือว่าการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของวิชาสังคมศาสตร์ได้ไหม หรือจะแยกออกไปเป็นศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์

สมัยเมื่อข้าพเจ้าเรียนขั้นมหาวิทยาลัยอยู่ ในประเทศอังกฤษจนตราบ พ.ศ. ๒๕๐๑ นั้น ไม่มีการแบ่งภาควิชาออกเป็นสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์เอาเลย แท้ที่จริง ยี่ห้อของภาควิชาต่างๆ ดังกล่าวนี้ เริ่มมาแต่สหรัฐอเมริกานั้นแล ยิ่งเมื่อประเทศนั้นกลายเป็นอภิมหาอำนาจ จนมาแทนที่จักรวรรดิอังกฤษในภูมิภาคนี้ ก็ได้เอาวิธีวิทยาของตนมาสะกดผู้คนที่อยู่ในอาณัติของจักรวรรดินิยมทางปัญญา ของตนเป็นประการสำคัญ ดังรัฐบาลอเมริกันได้ใช้ UNESCO มาโน้มนำให้รัฐบาลไทยตั้งสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยขึ้นแต่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ โดยให้เหตุผลว่า ประเทศไทยควรมีสมาคมวิชาการทางสังคมศาสตร์ เช่นเดียวกับในต่างประเทศ แต่ถ้าจะจัดตั้งแยกเป็นสาขาวิชาต่างๆ อาจจะยังไม่มีสมาชิกเพียงพอ จึงเห็นว่าในขั้นนี้ควรจะรวมจัดตั้งเป็นสมาคมเดียวก่อน โดยให้ชื่อว่า สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย * นี่คือต้นตอที่มาของคำว่าสังคมศาสตร์ ที่นำมาตั้งขึ้นเป็นสมาคม ก่อนเกิดหมวดวิชาดังกล่าวขึ้นในสถาบันการศึกษาหนึ่งใด

เมื่อข้าพเจ้าเป็นบรรณาธิการ ออกนิตยสารชื่อ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้ตีกรอบของสังคมศาสตร์ไว้ว่า มิได้หมายเพียงแต่วิชามานุษยวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา และวิชาอื่นๆ ในสาขาเหล่านี้ * * โดยได้ยกเอาคำประกาศฉบับหนึ่งของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ที่ประเทศอังกฤษมาลงไว้ให้เป็นภาษาอังกฤษกันทั้งดุ้นด้วย ดังนี้

This term is used in a wide sense to include not only Economics, Government, Sociology and Social Anthropology, Economics & Social Statistics etc., but also fields as the Organization of business, Education, Jurisprudence, Law, Social Administration and Social Medicine. * * *

ว่าที่จริงแล้ว สังคมศาสตร์ เป็นวิชาใหม่ แต่โดยเนื้อหาแล้วก็เป็นวิชาเก่า มีมาแต่สมัยอริสโตเติลหรือก่อนนั้น แม้จะยังเถียงกันว่าวิชาใดเข้าสู่ในข่ายของสังคมศาสตร์หรือไม่ก็ตามกล่าวโดย สรุปแล้ว สังคมศาสตร์ก็เป็นวิชาที่ว่าด้วยสังคมนั่นเอง ใครที่เคยศึกษาปรัชญา คงจะนึกได้ถึงคำกรีกที่ว่า bioi politikos หรือคำละตินว่า vita activa คำดังกล่าว อริสโตเติลหมายถึงวิถีชีวิตที่มิได้อยู่โดดเดี่ยว หากเป็นชีวิตของมนุษย์ที่อยู่ในสังคมหรือในรัฐ polis และอริสโตเติลได้นิยามวิถีชีวิต bioi ไว้ว่า มนุษย์นั้น นอกจากจะมีความเป็นไทแก่ตนแล้ว จะต้องดำเนินการตามมรรควิธีสามประการ คือนอกจากจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มีกินมีนอนแล้ว มนุษย์ควรรู้จักความดี ความงาม รู้จักศิลปะ วรรณคดี ดนตรี ที่รวมเรียกว่า วัฒนธรรม นอกจากนี้ มนุษย์ยังต้องคำนึงถึงสังคม พยายามใช้ชีวิตของตนให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมและรัฐ และในขั้นสุดท้าย มนุษย์ต้องแสวงหาวิชาความรู้เพื่อเพิ่มพูนสรรพศิลปวิทยาการ และเพื่อเข้าถึงสัจจะ คือความดีความงามอันสูงสุด *

ที่ว่ามานั้นเป็นเรื่องของสังคมศาสตร์ตาม แนวทางของฝรั่ง ซึ่งเรารับเข้ามาในสังคมไทยได้มากน้อยเพียงไร ตื้นลึกขนาดไหน ท่านนักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาน่าจะตระหนักความข้อนี้ดีกว่าข้าพเจ้า

พร้อมกันนี้ ก็ใคร่ขอให้ตราไว้ว่า Thomas Berry ซึ่งเป็นผู้รู้ทั้งทางด้านปรัชญาตะวันตกและปรัชญาตะวันออก ได้บอกพวกเรามาเมื่อไม่นานมานี้ว่า มหาวิทยาลัย คือสถาบันที่เป็นอันตรายอย่างที่สุดในโลก เพราะมหาวิทยาลัยผลิตนักคิดตามแนวทางของเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของภาควิชาสังคมศาสตร์ ให้พวกนี้เดินหน้าไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับที่ปัญหาจริงเกิดขึ้น โดยใช้ตรรกวิทยาตามแนวทางของเศรษฐศาสตร์ และอ้างว่านั้นเป็นวิทยาศาสตร์ ที่มีความเป็นกลางทางคุณค่า โดยคนพวกนี้ปิดตาตัวเองหรือมองไม่เห็นประเด็นในทางจริยธรรม หรือมิติในทางศาสนธรรมเอาเลย นักวิชาการพวกนี้ไม่คำนึงถึงคนพื้นเมือง ไม่เคารพคนกลุ่มน้อย โดยมองไม่เห็นเอาเลยว่าภาษาของคนพวกนั้นและวัฒนธรรมของเขาเหล่านั้น เป็นส่วนสำคัญในการที่จะอนุรักษ์ไว้ซึ่งทรัพยากรทางธรรมชาติ ให้พัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน โดยที่ถ้าธรรมชาติขาดความสมดุลย์ ชีวิตบนโลกพิภพนี้จักเป็นไปได้ละหรือ

แบรี่เสนอให้ทุกมหาวิทยาลัยมีคณบดีทางด้าน คุณธรรม เพื่อให้ครูบาอาจารย์ทั้งหมดมีจิตสำนึกทางการเมือง อย่างกล้าท้าทายผู้มีอำนาจ อันปราศจากความชอบธรรม ด้วยความกล้าหาญ สมกับความเป็นครูบาอาจารย์ ความข้อนี้อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ทำมาแล้วกับมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ จน พ.ศ. ๒๔๙๐

น่าเสียดาย ที่หลายคนคงเห็นว่านี่เป็นอุดมคติมากเกินไป จนมหาวิทยาลัยในบัดนี้เดินตามทางของโลกาภิวัตน์อย่างเชื่องๆ จนนำเอาตรรกะในทางเทคโนโลยีไปรับใช้ผลประโยชน์ทางด้านการเงิน จนสยบยอมในทางการเมืองอย่างน่าอัปยศยิ่งนัก ในแทบทุกมหาวิทยาลัย เงินยิ่งมาก มหาวิทยาลัยยิ่งเติบโต ยิ่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยด้วยแล้ว ยิ่งต้องการความสำเร็จในส่วนของตน ในทางโภคทรัพย์และอำนาจ ยิ่งกว่าจะคำนึงถึงวิชาการอันบริสุทธิ์ หรือคุณงามความดี ที่ควรควบคู่ไปกับความรู้

Ivan Illich ได้เตือนเรามากว่า ๓๐ ปีแล้วในเรื่อง Celebration of Awareness: A Call for Institutional Revolution (1973) De Schooling Society (1971) ว่าการเรียนการสอนแบบตะวันตกนั้นเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งใช้สะกดคนในสังคมอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นคนแหย เป็นคนเชื่อง เป็นคนที่ยอมอยู่ในระบบอย่างไม่กล้าหือ อิลิช บอกว่า ในมัธยมสมัย คนถูกบังคับให้ไปวัดสัปดาห์ละวัน ครั้นคนสมัยใหม่ปลดแอกออกจากศาสนาจักรได้ กลับต้องส่งเยาวชนไปวัดอย่างใหม่ ที่เรียกว่าโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย สัปดาห์ละห้าวัน เพียงเพื่อให้อนุชนถูกล้างสมอง ให้ตกอยู่ใต้อุดมการณ์ที่ถือว่าการเจริญทางเศรษฐกิจสำคัญเหนืออื่นใด

ที่อยากให้ตราไว้ก็ตรงที่วิทยาการจากตะวัน ตกที่เรารับเอามานั้น รวมทั้งสังคมศาสตร์ด้วย อ้างว่าวิชาการนั้นๆ ย่อมเป็นกลาง อย่างปราศจากอคติ โดยใช้คำว่า objective หรือมีความเป็นกลาง ในขณะที่ subjective ยึดถือเอาทัศนะส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ก็เมื่อมนุษย์แต่ละคนไม่เข้าใจถึงอคติของตนแล้วไซร้ แม้จะเรียนรู้มากขึ้นไปเพียงใด การที่ตนติดยึดอยู่ในทางความรัก ( ฉันทา) ความชัง ( โทสา) ความกลัว ( ภยา) และความหลง ( โมหา) อย่างไม่รู้เท่าทันความติดยึดนั้นๆ แล้วตนจะลงมติอย่างปราศจากความลำเอียง ให้เป็น objective ได้อย่างไร นี่ข้าพเจ้านำเอาทิศทางของพุทธศาสนามาใส่ไว้ให้ได้รับฟังกันบ้างแล้ว

ความข้อนี้ ทำให้ต้องนึกถึง Howard Zinn ผู้เขียนเรื่อง The People’s History of the United States ซึ่งผิดจากประวัติศาสตร์กระแสหลักทุกๆ เล่มซินให้สัมภาษณ์ไว้ดังต่อไปนี้

ผู้สัมภาษณ์ “ คุณพูดอย่างน่าประหลาดใจมาก ว่า ภววิสัย (objectivity) และการแสดงออกทางวิชาความรู้ (scholarship) ตามสื่อและอื่นๆ นั้น ไม่เพียงแต่ให้โทษและนำทางไปอย่างผิดๆ หากยังเป็นสิ่งซึ่งไม่สมควรอีกด้วย” เขาตอบว่า “( ๑) สิ่งซึ่งอ้างว่าเป็นภววิสัยนั้นเป็นไปไม่ได้ และ ( ๒) เป็นสิ่งซึ่งไม่สมควรจะนำเอามาใช้ ที่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะประวัติศาสตร์ทั้งหลายนั้นเกิดจากการเลือกสรรข้อมูลอันเหลือคณานับ พอคุณเริ่มเลือก คุณเลือกตามที่คุณเห็นว่าอะไรสำคัญ ฉะนั้น นี่ก็ไม่ใช่ภววิสัย ( ไม่เป็นกลาง) เสียแล้ว นี่แสดงออกซึ่งอคติตามทิศทางของคุณในฐานะที่เป็นผู้เลือกข่าวสาร โดยคุณเห็นว่า สาระนั้นๆ ประชาชนควรรับรู้ ฉะนั้นภววิสัยหรือความเป็นกลางทางข้อมูลจึงไม่มี” *

ถ้าเรารับคำของซินน์ ความเป็นกลางทางการศึกษาหรือภววิสัย ที่ตะวันตกยึดถือเอาเป็นพื้นฐานทางวิชาการ ย่อมตั้งอยู่บนความลวง หรือความพร่อง ซึ่งเป็นคำที่เดวิด ลอย ใช้ว่า The sense of lack ซึ่งเท่ากับทุกขะ นั้นแล

วิทยาศาสตร์กระแสหลักของตะวันตกนั้นมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ๒ ประการ คือ

( ๑) เพื่อค้นให้พบกฎของธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นการค้นหาวิชาความรู้อย่างบริสุทธิ์จากโลกนี้

( ๒) นำความรู้อันบริสุทธิ์นี้มาประยุกต์ใช้ เช่น ทางการแพทย์ และทางเทคโนโลยี เพื่อปรับปรุงชีวิตมนุษย์และสภาพทางวัตถุของโลกให้ดีขึ้น

ประเด็นทั้งสองนี้ ศาสนาเคยทำหน้าที่มาก่อน แต่ผู้นำทางศาสนาในตะวันตกได้วิวาทกับนักวิทยาศาสตร์เรื่อยมา จำเดิมแต่วิทยาศาสตร์ทางตะวันตก ได้กลายสถานะจากปรัชญาธรรมชาติ Natural Philosophy ซึ่งตามรูปศัพท์ หมายถึง การแสวงหาความเข้าใจทางธรรมชาติ มาเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งตามรูปศัพท์ หมายถึง ความรู้อย่างถ่องแท้แน่นอน โดยที่คำนี้เพิ่งเป็นที่ยอมรับกันในยุโรปเมื่อคริสตศตวรรษที่ ๑๙ และความแตกหักกันระหว่างคริสตศาสนากับวิทยาศาสตร์ตะวันตก ก็เกิดขึ้นใน คริสตศตวรรษที่ว่านี้ โดยเฉพาะก็เมื่อเกิดหนังสือชื่อ The Origin of Species ( ๑๘๕๙) และ The Descent of Man ( ๑๘๗๑) ขึ้น โดยชาลส์ ดาวิน ยิ่งวิวาทะระหว่างดาวินกับสังฆราชบาทหลวงวิลเบอฟอซ ซึ่งเป็นนักเทววิทยาหัวก้าวหน้าที่เสนอในเรื่องการเลิกทาสด้วยแล้ว สรุปผลได้เลยว่าวิทยาศาสตร์เป็นไปในทางความก้าวหน้าของวิชาการ ในขณะที่คริสตศาสนาเป็นไปในทางเต่าล้านปี

ที่น่าสนใจก็คือในศตวรรษที่ ๑๙ ผู้นำทางพุทธศาสนาไม่เคยมีวิวาทะกับนักวิทยาศาสตร์เอาเลยก็ว่าได้ สำหรับไทยเรานั้น ผู้นำทางการเมือง ( แม้จะในรูปของสมณะอย่างวชิรญาณภิกขุ) ต่างหาก ที่ปรับพุทธศาสนาให้สยบยอมกับวิทยาศาสตร์ตะวันตก ซึ่งมีพิษมีภัยกับสถาบันพุทธกระแสหลักในเมืองไทย ตั้งแต่นั้นมา จนมีผลร้ายอย่างที่สุดในบัดนี้ ความข้อนี้ ยังหามีใครได้ตีประเด็นให้เห็นอย่างเด่นชัดไม่

ในทางตะวันตกนั้น วิทยาศาสตร์ได้เจริญเติบโตเรื่อยมา แม้จนวิชาการต่างๆ ก็ต้องการเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยกันแทบทั้งนั้น ความข้อนี้ปยุตโตภิกขุ ได้ให้ข้อคิดว่าอย่างน่าสนใจดังนี้

ศาสตร์และวิทยาหลายอย่างอยากจะเป็นวิทยา ศาสตร์ หรือพยายามแสดงตนว่าเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ทัศนคติแบบชำนาญพิเศษเฉพาะทาง แบ่งซอย และมองด้านเดียวนี้ ขัดขาตัวเอง ทำให้ไม่อาจเป็นวิทยาศาสตร์ได้สำเร็จ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ด้วย ที่ไม่อาจบรรลุความเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงหรือสมบูรณ์ เพราะเหตุปัจจัยไม่ครบถ้วนทั่วถึง ทำให้องค์ของความจริงไม่สมบูรณ์ ก็เลยเป็นความจริงที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อเป็นความจริงที่ไม่สมบูรณ์ ก็คือไม่เป็นความจริงที่แท้จริง และเมื่อมองเหตุปัจจัยไม่ครบถ้วน แล้วด่วนสรุปลงเสีย ก็คือเห็นไม่ตรงตามที่มันเป็นจริง ระบบของความเป็นเหตุเป็นผลก็ไม่สมบูรณ์ ก็ไม่สามารถเข้าถึงความจริง *

เมื่อได้รับฟังมติของพระมหาเถระของไทยแล้ว ลองสดับแนวคิดของพุทธศาสนิกทาง
ธิเบตดูบ้าง โดยที่ในรอบ ๓๐ ปี มานี้ ผู้นำทางด้านการปฏิบัติธรรมของฝ่ายวัชรยาน ซึ่งมีความรู้ทางพระสูตรพระวินัย และตันตระอย่างแตกฉาน ผนวกไปกับความรู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับภูมิปัญญาชาวบ้าน ได้มีส่วนช่วยทำให้วิทยาศาสตร์ของตะวันตกเชื่องขึ้นได้มาก

คนสำคัญทางด้านวัชรยาน ที่นำด้านการศึกษาทางเลือกในรอบ ๓๐ ปีนี้ คือ โซเกียม ตรุงป้า ซึ่งปลุกมโนธรรมสำนึกของชาวตะวันตก ว่าความรู้ในเรื่องกฎธรรมชาติเท่านั้นไม่เพียงพอ หากต้องเกิดความเข้าใจในทางปัญญา ซึ่งไปพ้นตรรกวิทยาและการทดลองในทางวัตถุตามวิธีวิทยาของวิทยาศาสตร์อีกด้วย กล่าวคือต้องใช้จิตสิกขาหรือสมาธิภาวนาเพื่อแสวงหาสัจภาวะ นับว่าคำพูดและข้อเขียนของท่านมีอิทธิพลมาก จนท่านสามารถตั้งมหาวิทยาลัยนโรปะ ขึ้นที่สหรัฐ มาได้ ๒๕ ปีมาเข้านี่แล้ว นับว่านี่เป็นการศึกษาทางเลือกแบบพุทธ ที่ไม่เน้นไปทางความเชื่อที่ตายตัว หรือเน้นที่พิธีกรรมอันปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากให้รู้จักใช้ศาสนพิธีและคำสั่งสอนทางศาสนา เฉกเช่นคำสอนของวิทยาศาสตร์ทางเลือก คือใช้หัวใจสัมผัสกับอะไรๆ อย่างไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการใช้หัวสมอง

น่าเสียดายที่คนไทยแทบไม่รู้จักมหาวิทยาลัย ทางฝ่ายพุทธเอาเลย อย่าว่าแต่นโรปะซึ่งเพิ่งมีอายุ ๒๕ปีเลย แม้นาลันทาและตักศิลา ซึ่งเก่าแก่กว่าออกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ เราก็แทบไม่รู้จักเอาเลย อย่างน้อย น ักการศึกษาชั้นนำจากมหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยราชภัฏก็ได้ไปดูงานที่ มหาวิทยาลัยนโรปะกันบ้างแล้ว

หนังสือที่อาจารย์ของมหาวิทยาลัยนโรปะ ผลิตออกมา ให้คุณค่า ชี้ตรงไปที่วิทยาศาสตร์กระแสหลัก โดยโยงให้คนร่วมสมัยเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ที่ปราศจากวิจารณญาณนั้นก็แทบไม่ ต่างไปจากไสยศาสตร์เอาเลย และคนที่ตื่นเต้นกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในแนวทางของเทคโนโลยีอย่างไม่เข้าใจ ให้ลึกซึ้งถึงนฤมิตรกรรมนั้นๆ เทคโนโลยีก็เท่ากับมนตร์ขลังหรือ magic นั้นแล ดังเรื่อง Perceiving An Ordinary Magic และ The Sacred Life ของเจเรมี่ เฮวาร์ด เป็นตัวอย่าง ที่ใช้พุทธวิธีท้าทายวิทยาศาสตร์กระแสหลักของตะวันตกอย่างน่ารับฟัง ยิ่งนัก เล่มล่าสุดของเขา (Letters to Vanessa) ที่เขียนเป็นจดหมายถึงลูกสาวนั้น เตือนให้เธอเข้าใจถึงความศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ต่างๆ ในโลกที่วิทยาศาสตร์ในระบอบของวัตถุนิยมพยายามหาทางทำลายไปจากจินตนาการของ เรา โดยที่บัดนี้วิชาการต่างๆ ทางด้านความศักดิ์สิทธิ์อย่างดั้งเดิมที่คริสตศาสนาเคยกำจัดมาก่อน และวิทยาศาสตร์ตะวันตกโจมตีอย่างไม่มีชิ้นดี ได้กลับมามีคุณค่ากับสังคมร่วมสมัยยิ่งๆ ขึ้นทุกที ไม่ว่าจะภูมิปัญญาของชาวอินเดียนแดง แม่มด หมอผี โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ อายุรเวท และอื่นๆ ที่รวมเรียกว่า Magic หรือ Shamanism ถ้าภาควิชาสังคมศาสตร์ของเราเข้าไม่ถึงวิธีวิทยานั้นๆ ก็นับว่าน่าเสียดายยิ่งนัก

ยังในรอบทศวรรษมานี้ เกิดสถาบันจิตกับชีวิต The Mind and Life Institute ขึ้น ด้วยการนำขององค์ทะไลลามะ ซึ่งทรงเชิญนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของตะวันตก ( โดยที่หลายคนได้หันมาสมาทานพุทธศาสนา และหลายคนก็ไม่สนใจศาสนธรรมเอาเลย) ให้บุคคลเหล่านี้มาร่วมสนทนาวิสาสะกันกับนักปฏิบัติธรรมของฝ่ายพุทธ ซึ่งรวมถึงพระศรีปริยัติโมลี ( สมชัย กุสลจิตโต) แห่งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยด้วย ผลก็คือนักวิทยาศาสตร์หลายคนเกิดความอ่อนน้อมถ่อมตน จนแลเห็นขอบเขตอันจำกัดของวัตถุหรือรูปธรรม โดยเริ่มเข้าใจว่าชีวิตและจิตใจนั้นมีรหัสนัยพ้นไปจากการตายและก่อนการเกิด หลายคนยอมรับว่าในหัวสมองของเรานั้น ไม่มีตัวบงการใดๆ ที่จะถือได้ว่าเป็นอัตตา จนนักวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนไม่น้อยเข้าใจได้บ้างแล้วถึงสามัญลักษณะ โดยเฉพาะก็ในเรื่องของอนัตตา *

นักวิทยาศาสตร์กระแสหลักโดยทั่วๆ ไป ไม่เห็นความสำคัญของประสบการณ์ทางศาสนา หรือรหัสยนัยทางด้านจิตวิญญาณ หรือความลี้ลับของชีวิตและจิตใจ เพราะสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ไม่ได้ทางวัตถุ ทางภายนอกหรือในทางตัวตน ที่ประกอบไปด้วยกาล อวกาศและองคาพยพต่างๆ แต่ภายในรูปธรรมที่เป็นนามธรรมนั้นเล่า ถ้าวิทยาศาสตร์ตะวันตกจะเข้าถึงได้ นั่นจะเป็นเนื้อหาสาระของการศึกษาทางเลือก ที่ไปพ้นอะไรๆ ในทางกระแสหลักของสังคมปัจจุบันอย่างแท้จริง

เมื่อข้าพเจ้าเริ่มออกนิตยสารสังคมศาสตร์ ปริทัศน์ ในปี ๒๕๐๖ นั้น ได้เปิดชนวนให้เกิดการศึกษาทางเลือกขึ้น ด้วยการท้าทายตะวันตกกระแสหลัก ซึ่งครอบงำภูมิปัญญาของชนชั้นนำในเมืองไทย โดยเฉพาะก็ในสถาบันอุดมศึกษาและในรอบสามทศวรรษมานี้ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ- นาคะประทีป ได้พยายามกระทำมาบ้างแล้ว ด้วยการนำเอาความคิดเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกนอกแนวทางสังคมศาสตร์กระแส หลักมาเจือจานทางคำพูดและข้อเขียน ให้คนไทยได้รู้จัก ทั้งทางกระแสพุทธและอื่นๆ ไม่ว่าจะโดยสิ่งตีพิมพ์หรือปาฐกถาประจำปี และในรอบทศวรรษนี้ เสมสิกขาลัยก็ได้พยายามกระทำอะไรๆ ในด้านการศึกษาทางเลือกให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ทางด้านของไตรสิกขาอย่างใหม่ ทั้งยังได้ขยายการศึกษาทางเลือกตามแนวทางของจิตวิญญาณ ที่นำเอามาใช้อย่างเข้าใจสังคมร่วมสมัย ให้แพร่ขยายออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศด้วยบ้าง ในนามของคำว่าพุทธศาสนาเพื่อสังคม โดยเราได้ตั้งเครือข่ายพุทธศาสนิกเพื่อสังคมในระดับนานาชาติมาได้กว่าทศวรรษ กึ่งเข้านี่แล้ว

พุทธศาสนิกเพื่อสังคมสำหรับคนร่วมสมัย หมายความว่า เราต้องแสวงหาแสงสว่างที่เหมาะสม กับการแปลคำสอนของพระศาสดาในทางที่เราอาจตื่นขึ้นได้จากการครอบงำทั้งหลาย โดยเราจำต้องเข้าใจถึงความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของสังคมสมัยใหม่ โดยเฉพาะก็โครงสร้างทางสังคมอันยุติธรรมและรุนแรง ทั้งนี้หมายความว่าเราต้องถามตัวเราเองกันใหม่ว่า ความหมายของชีวิตเราเป็นไปเพื่ออะไร เพื่อมี (to have) เพื่อซื้อ (to buy) เพื่อเสพ (to indulge) เพื่อครอบครอง (to posses) หรือเพื่อเป็นอยู่ (to be) เมื่อเรารู้ชัดทั้งทางหัวสมองและหัวใจว่าการเป็นอยู่สำคัญกว่าการมี การเสพ การครอบครอง เราก็ย่อมรู้ว่าบทบาททางสังคมของเราควรเป็นไปอย่างไร เราควรรับผิดชอบกับสังคมและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างไร เราควรเตรียมตัวและสังคมไว้สำหรับอนุชนคนรุ่นต่อๆ ไปอย่างไร โดยที่ทั้งหมดนี้คำสั่งสอนทางศาสนาในอดีตไม่มีพลังพอ ที่จะประยุกต์สีลสิกขากับสังคมอุตสาหกรรม กับบรรษัทข้ามชาติ กับโครงสร้างทางสังคมอันมองไม่เห็นได้ง่ายๆ โดยที่จิตสิกขาจักเป็นไปเพียงเพื่อหลีกลี้ไปจากวิกฤตการณ์ทางสังคม ก็ไม่ถูกต้อง จิตสิกขาต้องสามารถอบรมให้เราเกิดความตื่นตัวทางปัญญา เพื่อรู้จักสภาวะที่แท้ของเราเองและของสังคม เพื่อนำอริยสัจมาใช้ในการแก้ไขความทุกข์ของสังคม โดยหาเหตุแห่งทุกข์ให้เห็นชัดไปที่ทุนนิยมหรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างไม่ รู้จักจุดจบ ( โลภ) อำนาจนิยม ดังเช่นสงครามอิรัก และการขายอาวุธในระดับนานาชาติ และการซื้ออาวุธกันในระดับของแต่ละประชาชาติ ( โกรธ) และความครอบงำทางวิชาการ หรืออุดมการณ์ ที่มีเพียงหัวสมองเป็นสื่อ ( หลง) เมื่อเห็นทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ได้ชัด ย่อมหาทางดับทุกข์ได้ตามครรลองของอหิงสธรรมอันได้แก่พระอริยมรรค

เมื่อสามสิบปีก่อน ชูมากเกอร์สะกิดเรา ให้เข้าใจว่ามนุษย์สำคัญเหนือเศรษฐศาสตร์ หรือทุน หรือวิชาการ โดยเขาเชิญชวนให้เรากลับไปหาสัมมาอาชีวะในทางพุทธศาสนา ผนวกกับเทคโนโลยีที่เหมาะสม ครั้นมาถึงบัดนี้ที่เดวิด ลอย กล่าวไว้ในเล่มล่าสุดของเขา ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อต้นปีนี้ในเรื่อง ความตื่นอย่างใหญ่ อันเป็นทฤษฎีสังคมตามแนวทางของพุทธ ว่า “ การตื่นขึ้นหมายความว่า ฉันไม่ได้อยู่ในโลก ฉันเป็นอะไรที่โลกกำลังกระทำอยู่ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เมื่อพระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ หรือทรงตื่นขึ้นจากตัณหาและอุปาทาน จนไปพ้นอกุศลมูลทั้งหมด โลกทั้งโลกก็ตื่นขึ้นในพระองค์ และตื่นขึ้นเช่นพระพุทธองค์ โดยที่โลกจะได้รับการเยียวยาแก้ไขให้ไปพ้นวิกฤติกาล ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าความทุกข์ของโลกคือความทุกข์ของเรานั่นเอง” *

ขอให้ลองภาวนาดูตามคำแปลข้างบนนี้ แล้วใช้มนสิการ ใคร่ครวญดู แล้วบางทีทิศทางของพุทธศาสนาอาจจะช่วยวิชาสังคมศาสตร์และวิทยาการอื่นๆ ที่เราเอาอย่างฝรั่งมาอย่างเป็นทาสปัญญาเขา ให้ตื่นขึ้นตามรอยบาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บ้างกระมัง

เมื่อเข้าได้ถึงขั้นนั้น มหาวิทยาลัยอาจกลายสภาพ จากความเป็นสถาบันที่เลวร้ายสุดในโลก มาเป็นสถาบันที่รับใช้เพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ก็ได้ โดยที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย อาจมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พร้อมที่จะฟังคำเตือนและคำทักท้วง แม้จนประท้วงจากเพื่อนร่วมงาน นักการภารโรงและนิสิตนักศึกษา เลิกอ้าขาผวาปีกเพื่อไปสยบยอมกับอำนาจหรือเงินตรา โดยหันมาหาความงาม ความดี และความจริง เพื่อให้เพื่อนครูบาอาจารย์และนิสิตนักศึกษามีความกล้าหาญทางจริยธรรม เพื่อนำสังคมไทยให้ไปพ้นทักษิณาธิปไตย หรือจักรวรรดินิยมอย่างใหม่ ที่มีสหรัฐและสาธารณรัฐประชาชนจีนสะกดเราอยู่ อย่างควบคู่ไปกับบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายนั้นแล

ส. ศิวรักษ์ แสดงที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในโอกาสฉลองคณะสังคมศาสตร์ ครบ ๓๐ ปี วันอังคารที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๘

* หกปีจากปริทัศน์ ของ ส. ศิวรักษ์ (พ.ศ. ๒๕๔๑) หน้า ๓

* * หกปีจากปริทัศน์ ของ ส. ศิวรักษ์ (พ.ศ. ๒๕๔๑) หน้า ๕

* * * หกปีจากปริทัศน์ ของ ส. ศิวรักษ์ (พ.ศ. ๒๕๔๑) หน้า ๕

* หกปีจากปริทัศน์ ของ ส. ศิวรักษ์ (พ.ศ. ๒๕๔๑) หน้า ๕

* ดู Socially Engaged Spirituality edited by David W. Chappell (Bangkok 2003) หน้า ๕๑๔

* จาก พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ หน้า ๔๑

* หนังสือที่สถาบันนี้ผลิตออกมานับว่าน่าสนใจนัก ดังตัวอย่าง เช่น

Gentle Bridges: Conversation with the Dalai Lama on the Sciences of Mind edited by Jeremy Hayward & Francisco Varela (Shambala, Boston ) 1992.

Consciousness at the Crossroads: Conversations with the Dalai Lama on Brain Science and Buddhism (Snow Lion, Ithaca ) 1999.

Healing Emotions: Conversations with the Dalai Lama on Mindfulness, Emotions and Health edited by Danial Goleman (Shambala, Boston ) 1997.

Sleeping, Dreaming and Dying: An Exploration of Consciousness with the Dalai Lama edited by Francisco J. Varela (Wisdom, Boston ) 1997.

Visions of Compassion: Western Scientists and Tibetan Buddhists Examine Human Nature edited by R.J. Davidson and A. Harrington (OUP, Oxford ) 2002.

นอกจากชุดนี้แล้ว อีกเล่มที่น่าสนใจมากคือ The Quantum and the Lotus: Journey to the Frontiers Where Science and Buddhisim Meet by Matthieu Richard and Frinh Xuan Thuan (Crown, New York ) 2001.

ดูเหมือนทั้งหมดนี้ ยังไม่มีแปลเป็นไทยแม้แต่เล่มเดียว

Read more!
Category : edit post

0 Response to "ศาสนากับสังคมศาสตร์ในสังคมไทย"

Post a Comment

Followers