เศรษฐศาสตร์จุลภาค

vition........

สิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

Posted by เศรษฐศาสตร์ On 21:08 0 comments

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ประโยชน์กับสังคมในหลายรูปแบบ ดังนั้นในการประเมิน
มูลค่าสิ่งแวดล้อมต้องคำนึงถึงประเภทของประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ต้องการ
ประเมิน โดยมูลค่ารวมทางเศรษฐศาสตร์ของสิ่งแวดล้อม (Total Economic Value) ประกอบด้วย 3 ส่วน
(รูปที่ 1) ได้แก่
Use Value มูลค่าจากการที่สิ่งแวดล้อมให้ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมกับประชาชนแบ่งเป็น 2
ประเภท คือ
Direct Use Value คือ มูลค่าจากการที่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคได้รับประโยชน์โดยตรงจาก
สิ่งแวดล้อม เช่น การเข้าชมอุทยานแห่งชาติ ผลกระทบของคุณภาพอากาศต่อสุขภาพ ผลกระทบของระดับ
กลิ่นและเสียงบริเวณที่อยู่อาศัย หรือผลกระทบของความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการทิ้งสารเคมีผิดวิธี เป็นต้น
Indirect Use Value คือ มูลค่าจากการที่สิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นปัจจัยการผลิตอย่างหนึ่งและให้
ประโยชน์ต่อประชาชนโดยผ่านกระบวนการผลิต เช่น คุณภาพน้ำในแม่น้ำที่สะอาดช่วยลดต้นทุนการผลิต
น้ำประปาทำให้ค่าน้ำประปาลดลง หรือคุณภาพน้ำที่มีผลต่อการเลี้ยงกุ้ง เป็นต้น
Non-Use Value มูลค่าจากการที่สิ่งแวดล้อมให้ประโยชน์กับประชาชนในรูปของการสร้างความ
รู้สึกที่ดีเมื่อทราบว่าสิ่งแวดล้อมอยู่ในสภาพที่ดีโดยที่ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้สิ่งแวดล้อมนั้น
เลยไม่ว่าทางตรง (Direct Use) หรือทางอ้อม (Indirect Use) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
Existence Value คือ มูลค่าจากการที่ประชาชนได้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมเมื่อทราบว่า
สิ่งแวดล้อมยังอยู่ในสภาพที่ดี เช่น การอนุรักษ์เต่าทะเล ช้าง หรือสัตว์สงวนอื่นๆ เป็นต้น


Bequest Value คือ มูลค่าจากการที่ประชาชนได้ประโยชน์เมื่อทราบว่าสิ่งแวดล้อมยังอยู่ในสภาพ
ที่ดีเพราะลูกหลานหรือประชาชนรุ่นหลังจะสามารถใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต
Option Value มูลค่าจากการที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะในรูปแบบใดใน
ขณะนี้ แต่คิดว่าจะมีโอกาสใช้ประโยชน์ในอนาคต ดังนั้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไว้ขณะนี้ประชาชนอาจได้
รับประโยชน์เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ถ้าเขา
ต้องการ
2 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
รูปที่ 1 ประเภทของมูลค่าสิ่งแวดล้อม
ที่มา : สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2543
วิธีการประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อม
วิธีการประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อมมีหลายวิธี ทั้งที่เป็นการประเมินทางตรงและทางอ้อม การ
ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยวิธีทางตรง (Direct Methods) ได้แก่ Contingent Valuation Methods
(CVM)1 เป็นการถามคำถามให้ประชาชนบอกถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำลังศึกษาอยู่ว่ามีมูลค่าเท่าไร
หรือมูลค่าที่ประชาชนยินยอมจ่ายเพื่อป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่วนวิธีการประเมิน
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางอ้อม (Indirect Methods) เป็นการศึกษา มูลค่าสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีการซื้อขาย
โดยตรงแต่มูลค่านี้อาจซ่อนอยู่ในมูลค่าของสินค้าอื่นๆ ได้แก่ วิธี Travel Cost Methods (TCM)2 เป็นการ
ศึกษาที่นิยมใช้เพื่อประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อมในเชิงนันทนาการ โดยใช้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและต้นทุน
ค่าเสียโอกาสของเวลาของนักท่องเที่ยวเป็นข้อมูลบอกมูลค่าเชิงนันทนาการของสถานที่นั้น และวิธี
1 CVM เป็นวิธีที่มีความคล่องตัวมากและสามารถนำมาใช้กับการประเมินมูลค่าได้ทุกประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะ
การตั้งคำถามที่จะสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะเกิดขึ้น
หรือด้วยการสร้างสถานการณ์สมมติ (Hypothetical Market) โดยการถามคำถามในลักษณะของความเต็มใจที่
จะจ่าย (willingness to pay: WTP) หรือ ความเต็มใจที่ยอมรับเงินชดเชย (willingness to accept
compensation: WTAC) ทั้งนี้ลักษณะคำถามจะเป็นแบบใดจะต้องพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ของสถานการณ์
นั้นๆ ประกอบกันอีกทีหนึ่ง
2 TCM เป็นวิธีที่ใช้ประเมินมูลค่า Direct Use Value ที่เป็นมูลค่าเชิงนันทนาการเท่านั้น วิธีการนี้มีข้อสมมุติฐานว่า
ประชาชนที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวจะเดินทางมาท่องเที่ยวบ่อยกว่าประชาชนที่พักอาศัยอยู่ไกลกว่า และแหล่ง
ท่องเที่ยวใดที่อยู่ไกล แต่สามารถดึงดูดประชาชนให้เดินทางมาท่องเที่ยวได้ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการที่
ประชาชนให้มูลค่าเชิงนันทนาการของแหล่งท่องเที่ยวนั้นสูงด้วยเช่นกัน
ที่มา : สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2543
นอกจากการประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อมโดยทางตรงและทางอ้อมดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีการ
ประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อมในฐานะที่เป็นปัจจัยการผลิตในกระบวนการผลิตด้วยวิธี Environmental quality
as a Factor Input4 ซึ่งสามารถกระทำผ่าน Production Function หรือ Cost Function เพื่อการศึกษาถึงการ
เปลี่ยนแปลงสวัสดิการของผู้ผลิตหรือผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป วิธีการประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อมโดย
ศึกษาการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคเมื่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป หรือเรียกว่าวิธี
Market Valuation และ วิธี Benefit Transfer Approach ซึ่งเป็นการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยใช้
มูลค่าสิ่งแวดล้อมที่มีผู้อื่นประเมินไว้แล้วจากสถานที่อื่นมาปรับค่าตามความแตกต่างของสภาพแวดล้อม
หรือสภาพทางสังคม วิธี Benefit Transfer Approach เป็นวิธีที่สามารถนำมาใช้ในการประเมินมูลค่าได้
ทุกประเภท เพราะวิธีนี้ไม่ต้องทำการสำรวจหรือเก็บข้อมูลภาคสนาม จึงเป็นวิธีที่มีประโยชน์ในกรณีที่เกิด
3 HPM เป็นวิธีที่ใช้ประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อมประเภท Direct Use Value และ Indirect Use Value ที่เกี่ยวข้องกับ
มูลค่าอสังหาริมทรัพย์หรือค่าจ้าง กล่าวคือ เป็นการใช้ราคาอสังหาริมทรัพย์และราคาที่ดินเป็นราคาตัวแทน
มูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือการใช้ความแตกต่างของค่าจ้างเป็นราคาตัวแทน
มูลค่าของคุณภาพและความปลอดภัยของการทำงาน เช่น มลพิษทางอากาศทำให้ราคาบ้านลดต่ำลง หรือ
ความเสี่ยงจากการทำงานในโรงงานที่มีอันตรายจากสารเคมีทำให้ต้องจ้างคนงานในอัตราค่าจ้างที่สูงขึ้น
เป็นต้น
4 Environmental quality as a Factor Input เป็นวิธีการประเมินเฉพาะกรณีที่สิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่ง
ของปัจจัยการผลิต โดยใช้ข้อมูลในระบบตลาดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเอกชนเพื่อนำมาประเมินมูลค่าสินค้า/
บริการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เช่น น้ำเสียทำให้ต้นทุนในการผลิตน้ำประปาสูงขึ้น
การสูญเสียป่าชายเลนทำให้จำนวนลูกปลาลดลง ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลให้ปริมาณปลาลดลงด้วย เป็นต้น
4 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างกระทันหันและต้องการข้อมูลอย่างเร่งด่วนในการตัดสินใจดำเนินการ และไม่มี
เวลามากพอในการศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีทางตรง ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณที่สูง
กว่ามาก
วิธี Benefit Transfer เป็นวิธีที่ผู้ประเมินไม่ต้องทำการประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อมโดยตรงตามวิธี
ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น แต่จะใช้วิธีการโอนมูลค่าสิ่งแวดล้อมจากสถานที่ที่ได้มีผู้ทำการศึกษาประเมินไว้แล้ว
(Study Site) มายังพื้นที่ที่กำลังตัดสินใจดำเนินโครงการ(Policy Site) ซึ่งพื้นที่ทั้งสองแห่งดังกล่าวจะต้องมี
ลักษณะสภาพพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน โดยอาจจะเป็นการโอนในรูปประโยชน์ กล่าวคือ โครงการที่กำลังจะเกิด
ขึ้นมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร หรือในรูปของความเสียหายของสิ่งแวดล้อมนั้น เช่น การประเมิน
ความเสียหายของป่าไม้ในประเทศก. ผู้ประเมินอาจนำมูลค่าป่าที่ศึกษาไว้แล้วจากประเทศข. แล้วมาทำ
การปรับค่าเพื่อนำมาใช้เป็นมูลค่าของป่าในประเทศก. แทนในการปรับมูลค่า ผู้ประเมินอาจพิจารณาจาก
ความแตกต่างของระดับรายได้ของคนในประเทศก. และประเทศข. ขนาดของพื้นที่ป่าที่แตกต่างกัน หรือ
จำนวนประชากรที่รับผลกระทบที่แตกต่างกัน เป็นต้น
ถึงแม้วิธี Benefit Transfer จะมีข้อจำกัดแต่ก็ถือว่าเป็นวิธีที่มีประโยชน์ทั้งในด้านการประหยัด
เวลา และงบประมาณในการทำการศึกษา เพราะในกรณีที่เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างกระทันหัน รัฐบาล
อาจต้องการข้อมูลอย่างเร่งด่วนในการช่วยตัดสินใจว่าควรดำเนินการอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่
มีเวลามากพอที่จะให้ทำการศึกษาเพื่อประเมินมูลค่าโดยตรง เพราะต้องใช้เวลามากในการสำรวจหรือเก็บ
ข้อมูลภาคสนาม และวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้นวิธี Benefit Transfer จึงเป็นวิธีที่มีประโยชน์เพราะสามารถ
คำนวณมูลค่าสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว เพื่อใช้เป็นตัวเลขคร่าวๆ ว่าการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่
เกิดขึ้นมีมูลค่าประมาณเท่าไร ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ที่นำตัวเลขมูลค่าสิ่งแวดล้อมไปใช้ควรระวังว่ามูลค่าที่
ได้มานั้นคำนวณมาด้วยวิธีใดและมีข้อจำกัดอะไรบ้าง นอกจากนี้วิธี Benefit Transfer จะมีประโยชน์อีก
ทางหนึ่ง เมื่อต้องการที่จะประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีอื่นๆ แต่ยังขาดแคลนบุคลากร นักวิจัย หรือ
ผู้ชำนาญการ ที่จะมาทำการประเมินมูลค่าด้วยเครื่องมือนั้นๆ ประกอบกับการที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ที่จะ
ทำการประเมินมูลค่าด้วยวิธีอื่นๆ จึงต้องอาศัยวิธีการโอนมูลค่าจากแหล่งที่ทำการศึกษาไว้แล้วมาใช้เช่น
เดียวกัน อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การศึกษาวิจัยทางด้านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้าน
เศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นเรื่องที่ใหม่ต่อการศึกษา จึงยังไม่เป็นที่แพร่หลายและเกิดการยอมรับเท่าที่ควร
ผลการศึกษาที่ได้ยังขาดความแม่นยำ ดังนั้น เมื่อมีความจำเป็นต้องทำการประเมินเพื่อตีมูลค่าสิ่งแวดล้อม
ควรจะใช้วิธี Benefit Transfer ซึ่งย่อมจะให้ผลการศึกษาที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
การโอนประโยชน์สามารถกระทำได้ 2 วิธี คือ (1) การโอนผ่านสมการโดยนำสมการทำนายที่ได้จากการ
คัดเลือก Study Site นั้นๆ โอนมาใช้ทั้งสมการ (Transfer of Function) และ (2) การโอนเฉพาะมูลค่า/
ตัวเลข (Transfer of Value)
ทุกวิธีที่นำมาใช้ประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อม จะต้องมีการสอบถาม หรือศึกษาถึงพฤติกรรมของ
ประชาชนต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทราบว่าประชาชนให้ความสำคัญต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างไร และ
ระดับความสำคัญนี้เองจะเป็นตัวกำหนดมูลค่าสิ่งแวดล้อมที่ต้องการคำนวณ ดังนั้น วิธีการประเมินมูลค่า
สิ่งแวดล้อมทางเศรษฐศาสตร์แท้จริงแล้วก็คือการวัดระดับความสำคัญของผลกระทบสิ่งแวดล้อมใน
ทัศนคติของประชาชนนั่นเอง
FROM HER
FROM HER
PROGRAM FREE
DOWNLOADFREE

"ป่าไม้" เป็นศูนย์รวมของสรรพชีวิตเป็นที่ก่อกำเนิดสายน้ำ ชีวิตพืชและสัตว์ที่หลากหลายอีกทั้ง เป็นที่พึ่งพิงและให้ประโยชน์แก่มนุษย์มาแต่โบราณกาล เพราะป่าไม้ช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคุมสภาพดินฟ้าอากาศ กำบังลมพายุ ป้องกันบรรเทาอุทกภัย ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน เป็นเสมือนเขื่อนธรรมชาติที่ป้องกันการตื้นเขินของแม่น้ำลำคลอง เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเป็นโรงงานผลิตออกซิเจนขนาดใหญ่

เป็นคลังอาหารและยาสมุนไพร และป่าไม้ยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของมนุษย์ นอกจากนี้ ในผืนป่ายังมีสัตว์ป่านานาชนิดซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในหลายลักษณะ ได้แก่ การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เช่น การควบคุมปริมาณสัตว์ป่าให้อยู่ในภาวะสมดุล การช่วยแพร่พันธุ์พืช การควบคุมแมลงศัตรูพืช เป็นปุ๋ยให้กับดินในป่า เป็นต้น การเป็นแหล่งพันธุกรรมที่หลากหลาย การเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์อื่น และการสร้างรายได้ให้แก่มนุษย์ เช่น การทำการค้าจากชิ้นส่วนต่างๆ ของสัตว์ป่า การจำหน่ายสัตว์ป่า และการเปิดให้บริการเข้าชมสวนสัตว์ เป็นต้น ดังนั้น จึงนับว่าป่าไม้ให้คุณประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่มวลมนุษย์เป็นอย่าง มากมาย หากป่าไม้เสื่อมถอยไป ย่อมเป็นบ่อเกิดความทุกข์ยากแก่ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์และสัตว์อย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้
สถานการณ์ทรัพยากรป่าไม้
การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่องในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาทำให้ ประเทศไทยสูญเสีย พื้นที่ป่าไปแล้วประมาณ 67 ล้านไร่ หรือเฉลี่ยประมาณ 1.6 ล้านไร่ต่อปี กล่าวคือ ปี พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าอยู่ถึงร้อยละ 53.3 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 171 ล้านไร่ และลดลงมาโดยตลอดจนในปี พ.ศ. 2532 ประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าเพียงร้อยละ 27.95 ของพื้นที่ทั้งหมด หรือประมาณ 90 ล้านไร่ (รูปที่ 1) รัฐบาลในอดีตได้พยายามจะรักษาพื้นที่ป่าโดยประกาศยกเลิกสัมปทานการทำไม้ใน ป่าบกทั้งหมด ในปี พ.ศ. 2532 แต่หลังจากยกเลิกสัมปทานป่าไม้ สถานการณ์ดีขึ้นในระยะแรกเท่านั้น ต่อมาการทำลายก็ยังคงเกิดขึ้นไม่แตกต่างจากสถานการณ์ก่อนยกเลิกสัมปทาน ป่าไม้เท่าใดนัก โดยพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกก่อนการยกเลิกสัมปทาน (ปี พ.ศ. 2525-2532) เฉลี่ยต่อปีเท่ากับ 1.2 ล้านไร่ และพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกหลังการยกเลิกสัมปทาน (ปี พ.ศ. 2532-2541) เฉลี่ย 1.1 ล้านไร่ต่อปี (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 พื้นที่ป่าก่อนและหลังการยกเลิกสัมปทานป่าไม้
รายการ

พื้นที่ป่า (ล้านไร่)

พื้นที่ถูกทำลายเฉลี่ยต่อปี (ล้านไร่)
ปี พ.ศ. 2504

171.0

-
ปี พ.ศ. 2525

97.8

3.5
ปี พ.ศ. 2532 (ประกาศยกเลิกสัมปทานป่าไม้)

89.6

1.2
ปี พ.ศ. 2541

81.1

1.1
ที่มา: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2543 มีการประเมินพื้นที่ป่าโดยแปลความจากข้อมูลดาวเทียมมาตราส่วน 1:50,000 พบว่า มีพื้นที่ประมาณ 107 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33.40 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นผลการประเมินขั้นต้นที่ยังไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้อง ภาคพื้นดินจากพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่จะมีพื้นที่ที่มีสภาพทางระบบนิเวศที่ สมบูรณ์อยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ได้ทำ การประกาศก่อนการยกเลิกสัมปทานป่าไม้ และจากการนำข้อมูลดาวเทียมปี พ.ศ. 2547 ไปทับซ้อนลงบนข้อมูลดาวเทียมปี พ.ศ. 2543 พบว่า นับจากปี พ.ศ. 2543 จนถึง พ.ศ. 2547 มีพื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกรวม 1,476 แปลง รวมพื้นที่ 3,852,821 ไร่
สาเหตุสำคัญของการลดลงของพื้นที่ป่าเกิดจากจำนวนประชากรในประเทศที่เพิ่ม ขึ้น และการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจทำให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากป่าไม้มากขึ้น ทั้งในลักษณะของการเป็นที่อยู่อาศัย การตัดไม้เพื่อการค้า การใช้และการเผาพื้นที่ป่าเพื่อการเกษตร การเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น สถานที่พักผ่อน สถานตากอากาศ สนามกอล์ฟ เป็นต้น รวมถึงการกว้านซื้อที่ดินเพื่อการเก็งกำไร นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ได้แก่ การสร้างเขื่อน การตัดถนน และการเดินสายไฟแรงสูงก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการทำลายพื้นที่ป่าเป็นบริเวณ กว้าง
การเกิดไฟป่านอกจากทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าแล้วยังทำให้กล้าไม้เล็กๆ ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก สาเหตุการเกิดไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากการหาของป่า การล่าสัตว์ และการเผาไร่ พื้นที่ที่เกิดไฟป่ามีแนวโน้มลดลงมาโดยตลอด จากปี พ.ศ. 2536 มีการสูญเสียพื้นที่ป่าจากไฟป่าสูงถึง 9.12 ล้านไร่ หรือร้อยละ 2.84 ของประเทศ จนในปี พ.ศ. 2538 มีพื้นที่ที่เกิดไฟป่าเพียงร้อยละ 1.25 ของประเทศ (4 ล้านไร่) หลังจากนั้นเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว คือ 7 ล้านไร่ หรือร้อยละ 2.23 ของประเทศ ในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งคาดว่าเป็นผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนิโนที่เกิดขึ้น และในปี พ.ศ. 2546 เกิดไฟป่าขึ้นเพียงร้อยละ 0.03 ของประเทศ (0.1 ล้านไร่) (รูปที่ 2) แนวโน้มของพื้นที่ที่เกิดไฟป่าลดลงนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวยให้เกิดไฟป่า อีกส่วนหนึ่งอาจเกิดจากประสิทธิภาพในการดูแลและควบคุมไฟป่าของหน่วยงานรัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังไฟป่า
ในส่วนของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (การคำนวณตัวชี้วัดของโครงการติดตามประเมินผลการแปลงนโยบาย แผนและมาตรการไปสู่การปฏิบัติ) หมายรวมถึง พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ป่าชายเลน ในปัจจุบันมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ร้อยละ 17.66 ของประเทศ หรือประมาณ 90.6 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของประเทศไทย คือ ร้อยละ 25 ของประเทศ (รูปที่ 3)
พื้นที่ป่าอนุรักษ์มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการรักษาเสถียรภาพเชิงนิเวศวิทยา และการอนุรักษ์ความหลากหลายด้านชีววิทยา เป็นสถานที่พิเศษสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งความรู้ทางการศึกษา แต่การประกาศพื้นที่อนุรักษ์ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่เคยอาศัยในพื้นที่ เนื่องจากไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ทรัพยากรในอุทยานแห่งชาติได้ อย่างไรก็ดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้พยายามเสริมสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและบริหาร จัดการป่าไม้ เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ได้ในแนวทางการอนุรักษ์ที่ ยั่งยืน ลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน ให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแลและบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่ง ชาติบางส่วน และให้ชุมชนสามารถอยู่อาศัยและทำกินได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีคุณค่าและความสำคัญต่อวิถีชีวิต ทั้งของมนุษย์ พืชและสัตว์ โดยเฉพาะเป็นถิ่นที่อยู่ของนกน้ำ ประกอบด้วย ป่าชายเลน ป่าพรุ หนอง บึง สนุ่น ทุ่งนา ทะเลสาบ และแม่น้ำ กระจายอยู่ทั่วประเทศรวมเนื้อที่ประมาณ 21.36 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 6.75 ของพื้นที่ประเทศ สำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำที่ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ความสำคัญระหว่าง ประเทศของอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำ หรืออนุสัญญาแรมซาร์ (Ramser Convention) มีจำนวน 10 แห่ง ได้แก่ 1) พรุควนขี้เสียน ในเขตห้ามล่าสัตว์ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง 2) พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย 3) พื้นที่ชุ่มน้ำดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม 4) พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่ 5) พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย จังหวัดเชียงราย 6) พื้นที่ชุ่มน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ (พรุโต๊ะแดง) จังหวัดนราธิวาส 7) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม-เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง -ปากน้ำตรัง จังหวัดตรัง 8) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ จังหวัดระนอง 9) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 10) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จังหวัดพังงา
มูลค่าความเสียหาย
การสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ย่อมส่งผลต่อระบบนิเวศ และประโยชน์ที่จะได้รับจากทรัพยากรป่าไม้ทั้งที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบันและ อนาคต ดังนั้นในการประเมินการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้จะประเมินจากมูลค่าประโยชน์ของ ป่าที่คำนึงถึงประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคตจากงานของ TDRI และ HIID (1995) โดยงานวิจัยนี้ทำการประเมินมูลค่ารวม (total economic value) ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทั้งที่เป็นมูลค่าจากการใช้ (Use value) ในส่วนของมูลค่าด้านนันทนาการ (recreational value) และมูลค่าจากการมิได้ใช้ (Non-use value) ในส่วนของมูลค่าของการดำรงอยู่ (existence value) มูลค่าเพื่อลูกหลานในอนาคต (bequest value) และมูลค่าเผื่อจะใช้ (option value) มูลค่ารวมของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ประเมินได้จากงานวิจัยครั้งนี้เท่ากับ 3,080 ล้านบาทต่อปี (ราคาปี พ.ศ. 2537) หรือประมาณ 2,272 บาทต่อไร่ต่อปี และเมื่อปรับราคาเป็นราคาปี พ.ศ. 2547 จะมีมูลค่าประมาณ 3,167.88 บาทต่อไร่ต่อปี
ในการคำนวณมูลค่าการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้จะประเมินโดยพิจารณาจากเป้าหมายของ ประเทศที่ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ โดยประเมินจากส่วนต่างของพื้นที่ป่าไม้กับเป้าหมายโดยใช้มูลค่าป่าต่อไร่จาก งานของ TDRI และ HIID (1995) โดยคิดเป็นมูลค่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เพราะในปีดังกล่าวพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ซึ่งเท่ากับเป้าหมายที่ภาครัฐได้ตั้งไว้ ทั้งนี้ข้อมูลพื้นที่ป่าจะใช้ข้อมูลจากสถิติการเกษตรรายปี ซึ่งรวบรวมโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ดังนั้นในการคำนวณหาต้นทุนจากการสูญเสียพื้นที่ป่าจึงคำนวณมูลค่ารายปี มีมูลค่าเฉลี่ยเท่ากับ 80,813 ล้านบาทต่อปี
การสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ย่อมหมายถึงการสูญเสียประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ ทั้งที่เป็นประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ (Use value) และประโยชน์ที่ไม่ได้เกิดจากการใช้ (Non-use value) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพพื้นที่ป่าไม้ในแต่ละพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกัน การใช้มูลค่าเดียวในการประเมินประโยชน์อาจไม่ถูกต้องนัก ดังนั้น จึงควรมีการศึกษามูลค่าทรัพยากรป่าตามประเภทของป่าในลักษณะต่างๆ เนื่องด้วยป่าแต่ละประเภทมีความหลากหลายทางชีวภาพแตกต่างกัน เพื่อให้การประเมินมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น.

สถานะของสิ่งมีชีวิต

Posted by เศรษฐศาสตร์ On 01:02 0 comments


จากลักษณะการกินอาหารของสิ่งมีชีวิต อาจจำแนกประเภทของสิ่งมีชีวิตออกได้ดังนี้

1. ผู้ผลิต ( Producer ) ได้แก่ พืชสีเขียวทั่วๆ ไป สร้างอาหารได้ด้วยตัวเอง เป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่

2. ผู้บริโภค ( Consumer ) ได้แก่ พวกกินสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ แยกเป็น



ผู้กินพืช ( Herbivorous ) เช่น วัว ควาย กระต่าย แพะ …..

ผู้กินสัตว์ ( Carnvorous ) เช่น แมว เสือ สิงโต สุนัข …….

ผู้กินทั้งพืชและสัตว์ ( Omnivorous ) เช่น คน นกเป็ดน้ำ ปลานิล ……..

ผู้กินซาก ( Scavenger ) เช่น นกแร้ง ไส้เดือนดิน ปลวก ……

3. ผู้ย่อยสลายซากอินทรีย์ ( Decomposer ) เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ……

4. ห่วงโซ่อาหาร ( Food Chain ) เป็นการกินอาหารต่อเนื่องกันเป็นสาย เช่น
สาหร่าย ลูกปลา ปลาช่อน คน
คนกินปลาช่อน ปลาช่อนกินลูกปลา ลูกปลากินสาหร่าย

กินดีอยู่ดี

สารอาหารที่ร่างกายต้องการ

อาหาร หมายถึง ของกิน หรือ เครื่องค้ำจุนชีวิต ได้แก่

1. วัตถุทุกชนิดที่คนกิน ดื่ม อม นำเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าวิธีใดๆ ก็ตาม ( ยกเว้นยา ) วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท หรือ ยาเสพย์ติดให้โทษ
2. วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ หรือ ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอาหาร รวมทั้งวัตถุเจือปนอาหาร สี เครื่องปรุงแต่งกลิ่น รส

อาหาร ตามความหมายของโภชนาการ หมายถึง สิ่งที่รับประทานแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

วิชาโภชนาการ ( Science of Nutririon ) หมายถึง วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับสารอาหาร ในด้านสมบัติหน้าที่ ปริมาณความต้องการของร่างกาย การย่อย การดูดซึม ตลอดจนการนำอาหารไปใช้ เป็นผลให้ร่างกายเจริญเติบโต

สารอาหาร สารอาหารได้จาก อาหารชนิดต่างๆ แบ่งออกเป็น 6 ประเภท

1. คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งสำคัญของพลังงาน ที่มีราคาถูก พบในอาหารพวกแป้งและน้ำตาล
2. ไขมัน เป็นแหล่งกรดไขมัน มีในไขมัน และน้ำมันที่ใช้รับประทาน
3. โปรตีน เป็นแหล่งกรดอะมิโน มีมากในเนื้อสัตว์ และถั่วเหลือง
4. วิตามิน
5. เกลือแร่ เป็นสารอาหารที่ทำให้ร่างกายดำรงชีวิตไอย่างปกติสุข
6. น้ำ

ร่างกายต้องการอาหาร เพื่อ

1. ให้ได้พลังงานและความร้อน ซึ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น การสูบฉีดโลหิต การหายใจและการย่อยอาหาร เป็นต้น หรือ ใช้ในการทำกิจกรรมภายนอก เช่น การทำงาน การเดิน และ การเล่น เป็นต้น
2. ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตโดยเฉพาะในเด็ก และ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
3. ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง โดยช่วยป้องกันและต้านทานโรค
4. ช่วยควบคุมปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ในร่างกาย และ การทำงานของอวัยวะทุกส่วน
FROM HER
FROM HER
PROGRAM FREE
DOWNLOADFREE

มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

Posted by เศรษฐศาสตร์ On 01:00 0 comments


1. ปัจจัยทางกายภาพ ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่ไร้ชีวิต

1.1 สภาพของบรรยากาศ ได้แก่ อุณหภูมิ แสงสว่าง ความชื้น กระแสลม แต่ละแห่งสิ่งมีชีวิตจะมีลักษณะเฉพาะ

1.2 สภาพของดินและน้ำ ดินเป็นกรด เบส ทำให้พืช แตกต่างกันออกไป มีผลทำให้สัตว์ซึ่งเป็นผู้บริโภคจะแตกต่างกันออกไปด้วย

2. ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกัน

2.1 ภาวะพึ่งพากัน ( Mutualism ) ทั้งสองฝ่าย

เมื่ออยู่ร่วมกันแล้วต่างก็ให้ประโยชน์แก่กัน เช่น แบคทีเรียไรโซเบียม ที่รากต้นถั่วตรึงไนโตรเจนจากอากาศสะสมไว้ที่รากต้นถั่ว เป็นสารประกอบไนเตรตทำให้ต้นถั่วได้ปุ๋ย ในการเติบโตต่อไป

2.2 ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน ( Protocooperation ) คล้ายภาวะพึ่งพากัน แต่ตั้งคู่ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เช่น ดอกไม้กับแมลง ดอกไม้ได้ประโยชน์โดยแมลงช่วยผสมเกสร แมลงได้น้ำหวานจากดอกไม้

2.3 ภาวะเกื้อกูลกัน หรือ ภาวะอิงอาศัย ( Commensalism ) ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้และไม่เสีย เช่น กล้วยไม้เกาะบนคบไม้ กล้วยไม้ได้ประโยชน์แต่ต้นไม้ไม่ได้และไม่เสียประโยชน์

2.4 ภาวะล่าเหยื่อ ( Predation ) ฝ่ายได้ประโยชน์ คือ ผู้ล่า ( Predator ) เช่น แมว ฝ่ายเสียประโยชน์คือ เหยื่อ ( Prey ) เช่น นก

2.5 ภาวะมีปรสิต ( Parasitism ) ฝ่ายได้ประโยชน์ คือ ปรสิต ( parasite ) เช่น กาฝาก ฝ่ายเสียประโยชน์ คือ ผู้ให้อาศัย ( Host ) เช่น ต้นมะม่วง

2.6 ภาวะการแข่งขันกัน ( Competition ) ต่างแก่งแย่งอาหารและที่อยู่ จึงทำให้เสียประโยชน์ทั้งคู่ อาจรุนแรงจนกระทั่งอยู่ฝ่ายหนึ่ง ตายฝ่ายหนึ่ง หรือ อยู่ทั้งคู่ก็ได้ เช่น จอกกับแหน ในบ่อน้ำ

2.7 ภาวะเป็นกลาง ( Neutralism ) อาศัยอยู่ในแหล่งเดียวกันแต่ต่างฝ่ายต่างอย ู่ เช่น ตั๊กแตนในนาข้าว กับ ไส้เดือนดิน
FROM HER
FROM HER
PROGRAM FREE
DOWNLOADFREE

อากาศ

Posted by เศรษฐศาสตร์ On 00:56 0 comments

อากาศ คุณภาพอากาศ ปัญหา และการจัดการ

โลกที่เราอาศัยอยู่นี้มีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มอยู่ มีความหนาประมาณ 1,000 กิโลเมตรแต่ชั้นบรรยากาศที่มีออกซิเจนเพียงพอสำหรับสิ่งมีชีวิตนั้นจะมีความหนาเพียง 5 – 6 กิโลเมตรเท่านั้นบรรยากาศชั้นนี้มีแก๊สต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบในสัดส่วนที่ค่อนข้างคงที่ คือ ไนโตรเจน ประมาณร้อยละ 78 ออกซิเจนประมาณร้อยละ 21 คาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 0.03 ไอน้ำและแก๊สอื่น ๆ ในปริมาณเล็กน้อย

แหล่งที่มาของอากาศเสีย
การคมนาคม ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ทำให้มีสารที่เกิดจากการกระบวนการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ปล่อยสู่บรรยากาศ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน ออกไซด์ของซัลเฟอร์ ออกไซด์ของไนโตรเจน

สารที่ก่อให้เกิดมลภาวะของอากาศ

1. อนุภาคสาร อาจเป็นของแข็ง เช่น ฝุ่นละออง หรือของเหลว เช่น ละอองกรดกำมะถัน ฝุ่นละออง เขม่า ควัน เป็นมลพิษทางอากาศที่รุนแตงที่สุดในกรุงเทพมหานคร ฝุ่นและเขม่าเหล่านี้จะปลิวฟุ้งมาจากพื้นถนน และกองหินดินทรายในบริเวณที่มีการก่อสร้าง ยานพาหนะหลายประเภทก็ปล่อยควันดำออกมา โดยเฉพาะรถที่ใช้น้ำมันดีเซล โรงงานอุตสาหกรรมและโรงงานผลิตไฟฟ้าที่ไม่มีการสกัดฝุ่นและเขม่าก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก
2. คาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5 % ต่อป ี ปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากสาเหตุใหญ่ 2 ประการ ประการแรกคือ การเผาผลาญสารอินทรย์และเชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นจำนวนมาก อีกประการหนึ่ง คือ การที่มนุษย์ทำลายป่า
3. คาร์บอนมอนออกไซด์ การเผาไหม้ในเครื่องยนต์ทั่วไปที่เกิดอย่างไม่สมบูรณ์ ทำให้มีแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ออกมา เครื่องยนต์เบนซินมีการระบายออกของแก๊สนี้มากกว่าเครื่องยนต์ดีเซล คาร์บอนมอนอกไซด์ สามารถรวมตัวกับเฮโมโกลบินในเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจน 200-250 เท่า ทำให้เลือดที่ถูกนำไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายขาดออกซิเจน ถ้าได้รับคาร์บอนมอนอกไซด์ปริมาณน้อย ๆ จะเป็นผลให้เกิดอาการหน้ามือ วิงเวียน อ่อนเพลีย ถ้าได้รับเข้าไปมากทำให้ถึงตายได้
4. ซัลเฟอร์ออกไซด์ เป็นแก๊สที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อภูเขาไฟระเบิด แต่ในปัจจุบันแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศเกือบทั้งหมดเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ การเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิง จากโรงงานไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์มีกลิ่นฉุนแสบจมูก และจะมีอันตรายมากขึ้นเกาะตัวกับฝุ่นละอองคือทำให้แสบตา ระคายคอ แน่นหน้าอก ความชื้นและออกซิเจนในอากาศทำให้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์กลายเป็นละอองกรดซัลฟิวริก ซึ่งเป็นฝนกรดที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อเนื้อเยื่อบุผิวของร่างกาย
5. ออกไซด์ของไนโตรเจน ได้แก่ ไนตริกออกไซด์ ( NO ) ไนโตรเจนไดออกไซด์ ( NO ) และไนตรัสออกไซด์ ( N O ) ออกไซด์ของไนโตรเจนเกิดขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องยนต์เมื่อมีออกซิเจนมาก และการเผาไหม้เกิดอย่างสมบูรณ์ และเมื่อออกไซด์ของไนโตรเจนทำปฏิกิริยากับน้ำฝนก็กลายเป็นกรดไนตริก ซึ่งหากมีความเข้มข้นมาก คือมีค่าความเป็นกรดเบสต่ำ เรียกว่า ฝนกรด ก็จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์และพืช ออกไซด์ของไนโตรเจนยังเกิดจากการเผาไหม้อขงถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม และแก๊สธรรมชาติที่อุณหภูมิสูง ซึ่งมักจะเป็นกระบวนการในโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงงานแยกหรือแปรสภาพแก๊สธรรมชาติ โรงงานแก้ว ปูนซีเมนต์ และโรงไฟฟ้า เป็นต้น แก๊สไตริกออกไซด์ไม่จัดเป็นแก๊สพิษ แต่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนเปลี่ยนไปเป็นไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งมีสีน้ำตาลแดง มีกลิ่นฉุน เป็นแก๊สพิษ มีอันตรายร้ายแรงต่อปอดและหลอดลม นอกจากนี้ยังทำให้พืชเติบโตช้ากว่าปกติ
6. สารตะกั่ว ตะกั่วเป็นโบหะหนัก มีความทนทานและสามารถอ่อนตัวได้ เมื่อได้รับความร้อนจึงทำให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ง่าย
7. สารอินทรีย์ที่ระเหยง่าย เช่น ไฮโดรคาร์บอน ฟอร์มาลดีไฮด์ และสารอินทรีย์คลอไรด์ เป็นต้น ส่วนใหญ่ถูกปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์โดยเฉพาะที่เห็นเป็นควันขาวจากท่อไอเสียรถจักรยานยนต์และโรงงานอะตสาหกรรมเคมี
8. เขม่าและขี้เถ้า ฝุ่นละออง เขม่าและขี้เถ้าเกิดจากการเผาไหม้อย่างไม่สมบูรณ์ของสารที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เขม่าและขี้เถ้าจะแขวนลอยฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ

แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกประกอบด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต( UV ) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงคลื่น คือ A B และ C
รังสี UVA มีช่วงคลื่นยาว พลังงานต่ำ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต อีกทั้งยังช่วยในการสร้างวิตามินในสิ่งมีชีวิต
รังสี UVC มีช่วงคลื่นสั้นที่สุด มีพลังงานสูงเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอย่างมาก

ยิ่งชั้นโอโซนถูกทำลายไปมากเท่าใด รังสี UVB และ UVC ก็สามารถส่องลงมาถึงผิวโลกได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รัะบรังสีในระยะเวลามากกว่ารังสีอัลตราไวโอแลตช่วงคลื่นสั้น

ทำให้เกิดมะเร็งในผิวหนัง ทำลายระบบภูมิคุ้มกันโรค ทำลายสารพันธุกรรม โปรตีนในร่างกายรวมทั้งดวงตา และทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กตายได้ ผละกระทบที่มีต่อพืชนั้นพบว่า การเจริญเติบโตจะช้าลง ผลผลิตทางการเกษตรและป่าไม้ลดลง ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหาร
FROM HER
FROM HER
PROGRAM FREE
DOWNLOADFREE

ทรัพยากรป่าไม้

Posted by เศรษฐศาสตร์ On 00:55 0 comments

ป่าไม้ การใช้ประโยชน์ ปัญหาและการจัดการ

ป่า เป็นระบบนิเวศที่มีรวบรวมความหลากหลายทางชีวภาพ ในป่ามีสิ่งชีวิตที่สำคัญอยู่ 3กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สำ ได้แก่ พืช ต้นไม้ใหญ่น้อยและเถาวัลย์ ไม้เลื้อย กลุ่มที่สอง ได้แก่ จุลินทรีย์ ไส้เดือน แมลง กลุ่มที่สาม ได้แก่ สัตว์ป่า
ป่าดิบชื้น ลักษณะเป็นป่าทึบเขียวชอุ่มอยู่ในเขตฝนตกชุกตลอดปี พบมากที่สุดทางภาคใต้ ชายฝั่งใต้ ชายฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จันทบุรีภาคเหนือมีตามลำห้วยหุบเขา และไหล่เขาที่ชุ่มชื้น พรรณไม้ในป่า ได้แก่ ยางขาว ยางแดง ตะเคียน สยา ตาเสือ ตะแบก มะม่วงป่า
ป่าดิบแล้ง เป็นป่าไม่ผลัดใบ ป่ามีลักษณะโปร่งชื้น ขนาดไม้เล็กกว่า พื้นที่ป่าสูงกว่าระดับน้ำทะเล 500 เมตร พบในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พรรณไม้ในป่า ได้แก่ ยางแดง ตะเคียนหิน มะค่า โมง กะบาก เคี่ยม หลุมพอ
ป่าดิบเขา เป็นป่าไม่ผลัดใบ พบบริเวณเขตเทือกเขาสูง

ส่วนใหญ่อยู่บนภูเขาในภาคเหนือพื้นที่ป่าสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร จัดเป็นป่าต้นน้ำลำธาร โปร่งกว่าป่าดิบชื้น อากาศค่อนข้างเย็น พรรณไม้ในป่า ได้แก่ ไม้วงศ์ก่อ มะขามป้อมดง ยมหอม พญาเสือโคร่ง สนแผง อบเชย
ป่าพรุหรือป่าบีง เป็นป่าที่มีน้ำจืดท่วมขังและชื้นตลอดปี สภาพดินเป็นดินพรุซึ่งเกิดจากการย่อยสลายอินทรียสาร มีมากในภาคใต้ พรรณไม้ในป่า ได้แก่ เสม็ด สำโรง ระกำ จิก อ้อ แขม หวายน้ำ หวายโป่ง กก เฟิน
ป่าสนเขา พบในบริเวณเทือกเขาสูงและที่ราบสูงกระจายเป็นย่อม ๆ ตามภูเขา สูงกว่าระดับน้ำทะเล 750 เมตร มีมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พรรณไม้ในป่ามีไม้สนเป็นหลัก ได้แก่ สนสองใบและสนสามใบ
ป่าเบญจพรรณ เป็นป่าโปร่งประกอบด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่และขนาดกลางหลายชนิดขึ้นปะปนกัน บางแห่งมีไผ่ขึ้นผสม พื้นที่เป็นดินร่วนปนทราย มีมากในภาคเหนือ พรรณไม้ในป่า ได้แก่ สัก ประดู่แดง มะค่าโมง ชิงชัน ตะแบก
ป่าเต็งรัง หรือ ป่าแดง ป่าแพะ เป็นป่าโปร่งมีต้นไม้ขนาดใหญ่ พื้นที่แห้งแล้ง ดินร่วนปนทรายหรือกรวด ลูกรัง มีมากในภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นป่าที่แห้งมากมักเกิดไฟป่าบ่อย ๆ พรรณไม้ในป่า ได้แก่ เต็งรัง มะขามป้อม พะยอม ติ้ว แต้ว ประดู่แดง สมอไทย
ป่าชายหาด เป็นป่าไม้โปร่งผลัดใบ อยู่ตามหาดทรายริมทะเลที่น้ำท่วมไม่ถึง พรรณไม้ในป่า ได้แก่ สนทะเล หูกวาง กระทิง โพธิ์ทะเล ตีนเป็ดทะเล

มีการกำหนดสัตว์ป่าสงวน หมายถึง สัตว์ป่าที่หายาก 15 ชนิด ตามพระราชบัญญติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ได้แก่ แมวลายหินอ่อน พะยูน เก้งหม้อ นกกระเรียน เลียงผา กวางผา ละองหรือละมั่ง สมัน กูปรี ความป่า แรด กระซู่ สมเสร็จ นกแต้วแร้วท้องดำ และนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร

การใช้ประโยชน์จากป่าไม้

1. ประโยชน์ที่ได้รับจากป่าโดยตรง ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ได้มาจากป่าไม้เช่นการนำไม้มาสร้างที่อยู่อาศัย เครื่องเรือน ใช้เป็นเชื้อเพลิง เป็นอาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม เนื้อที่ป่าไม้ซึ่งควรจะมีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของประเทศ ในปัจจุบันคงเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 20 ของเนื้อที่ของประเทศไทย
2. ประโยชน์ที่ได้รับจากป่าโดยอ้อม ได้แก่ การเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เป็นแหล่งของการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ ต้นไม้ในป่ามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เกิดการหมุนเวียนคาร์บอน ไนโตรเจน น้ำ และแร่ธาตุอื่น
FROM HER
FROM HER
PROGRAM FREE
DOWNLOADFREE

ทรัพยากรนํ้า

Posted by เศรษฐศาสตร์ On 00:47 0 comments

ทรัพยากรน้ำ : การใช้ประโยชน์ ปัญหา และ การจัดการ

พื้นที่ชุ่มน้ำ หมายถึง ที่ลุ่ม ที่ราบลุ่ม ที่ลุ่มชื้นแฉะ พรุ แหล่งน้ำต่างๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งที่มีน้ำขังหรือท่วมอยู่ถาวรหรือชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล น้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็มรวมไปถึงชายฝั่งทะเลและที่ในทะเล ในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดลงต่ำสุด มีความลึกของระดับน้ำไม่เกิน 6 เมตร

ดัชนีคุณภาพน้ำ

1. ออกซิเจนที่ละลานในน้ำ ( DO = Dissolved oxygen ) ปริมาณออกซิเจนในน้ำ ออกซิเจนที่ละลายในน้ำมาจากบรรยากาศ หรือ จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชน้ำ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความกดดันของออกซิเจนในบรรยากาศสูงออกเจนก็จะละลายในน้ำได้มาก แต่จะเป็นปฏิภาคกับอุณหภูมิของน้ำและออกซิเจนละลายในน้ำน้อยลง โดยทั่วไปปริมาณออกซิเจนในน้ำที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในน้ำ คือ 5 มิลลิกรัม/ลิตร หากปริมารออกซิเจนในน้ำมีค่าต่ำกว่า 3 มิลลิกรัม/ลิตร จะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ


2. บีโอดี ( BOD = Bichemical Oxygen Demand ) คือปริมาณออกซิเจนที่ถูกจินทรีย์ใช้ไปในสำหรับการย่อยสลายสารอินทรีย์ ชนิดที่ย่อยสลายได้ สัมพันธ์กับเวลาและอุณหภูมิ ตามมาตรฐานสากลจึงวัดค่าบีโอดีทั้งหมดในเวลา 5 วันที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ค่าบีโอดี ใช้เป็นดัชนีวัดความสกปรกของน้ำเสียหรือน้ำทิ้งจากแหล่งชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม การเกษตรกรรมและใช้กำหนดลักษณะน้ำที่ทิ้งลงสู่แม่น้ำ

แหล่งที่มาของน้ำเสีย


1. จากธรรมชาติ เกิดจากการสลายตัวของพืช สิ่งปฏิกูลของสัตว์ในรูปของสารอินทรีย์เมื่อลงสู่แหล่งน้ำค่อยๆ สลายตัวโดยจุลินทรีย์ ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำลง
2. จากแหล่งชุมชน ได้แก่น้ำเสียจากที่พักอาศัยแหล่งต่างๆ
3. จากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นน้ำเสียที่มาจากกระบวนการต่างๆ
4. จากการเกษตร ของเสียจากกาเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์
5. กรดและเบส น้ำจะสะอาดมีค่า ph ความเป็นกรด - เบสเท่ากับ 7

กระบวนการบำบัดน้ำเสียทั่วไป

1. ด้วยวิธีทางกายภาพ เป็นวิธีการที่ใช้บำบัดน้ำเสีย ได้แก่ การดักด้วยตะแกรง การตกตะกอน การทำให้ลอย การกรอง การแยกตัวโดยการเหวี่ยง
2. โดยวิธีทางเคมี เป็นการบำบัดน้ำเสียโดยการเติมสารเคมีลงไปหรือโดยปฏิกิริยาเคมีอื่น ๆ ได้แก่ การทำให้เกิดตะกอน การเติมหรือลดออกซิเจน การฆ่าเชื้อโรค
3. โดยวิธีทางชีววิทยา เป็นการใช้ในการบำบัดน้ำเสีย โดยการกำจัดพวกสารอินทรีย ์ซึ่งสามารถย่อยสลายได้โดยพวกจุลินทรีย์ คือ กระบวนการกำจัดแบบใช้ออกซิเจน และ กะบวนการกำจัดแบบไม่ใช้ออกซิเจน หรือการใช้พืชน้ำชนิดต่าง ๆ ช่วยในบำบัดน้ำเสีย เช่น ผักตบชวา บัว จอก
FROM HER
FROM HER
PROGRAM FREE
DOWNLOADFREE

Followers